วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สอนหุ้นมือใหม่หัดเล่นเทคนิค

          ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่าการเล่นหุ้นไม่มี one best way ดังนั้นสิ่งที่ผมนำมาเขียนจึงเป็นเพียงประสบการณ์จากการเทรดและตกผลึกออกมาเป็นคำแนะนำของผม ดังนั้น no need comment ครับei ei


          มือใหม่ส่วนใหญ่มาเริ่มเล่นหุ้นเพราะอยากรวย, อยากพบอิสระทางการเงินที่แท้จริง, อยากเปลี่ยนงานและอีกหลายเหตุผลต่างๆนาๆ  และผมเชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาเล่นนั้นมีความเชื่อพื้นฐานเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ หุ้นเล่นง่าย รวยเร็ว  ดังนั้นเมื่อเข้ามาเริ่มลงทุนแล้วจึงมีกลิ่นไอของความใจเร็วด่วนได้ติดตัวเข้ามาในตลาดด้วย และมันก็เลยสะท้อนออกมาผ่านวิธีการเล่น  อืมม...ผมบอกเลยครับเล่นหุ้นไม่ง่าย ถ้าเข้ามาสไตล์นี้เจ็บตัวทุกคน  ถ้างั้นผมขอยกตัวอย่างหุ้นที่มือใหม่มองหาและถามเข้ามากันเป็นส่วนใหญ่นะครับว่ามีลักษณะกราฟแบบไหน


          555 เห็นแล้วอย่าเพิ่งเถียงครับว่าไม่จริง มือใหม่ส่วนใหญ่จะเข้ามาแบบงงๆ แรกๆก็จะลองซื้อหุ้นตัวใหญ่ๆที่คุ้นชื่อ และถัดมาก็จะเริ่มอ่านบทความ,หนังสือ เพื่อศึกษาการเล่นแนวเทคนิค  จากนั้นก็จะเริ่มพยายามหาหุ้นที่คิดว่าจะทำให้รวยได้ในช่วงข้ามคืน แล้วก็จบลงที่เข้าเล่นหุ้นที่วิ่งตามกราฟในภาพ และหลังจากนั้นจะมีซักกี่คนที่ไม่เคยลิ้มรสชาติการอยู่บนดอย  ติดหุ้นราคาสูงๆและขายออกไม่ได้ หลังจากนั้นพอติดหลายๆตัวเข้าก็จะเริ่มได้สติและคิดหาทางแก้ไข อยากเล่นหุ้นที่มีความปลอดภัยขึ้น 
          เอาล่ะ! ถ้างั้นเมื่อได้สติแล้ว เราจะมาลองดูว่าหุ้นแบบไหนเล่นได้ง่ายๆ


นี่ครับ..หุ้นแบบนี้ครับที่เล่นง่ายมีการวิ่งของราคาอยู่ในกรอบค่อนข้างชัดเจน  ถ้างั้นถามต่อว่าควรเข้าซื้อที่ตรงไหน?  บอกได้เลยครับให้รอดักซื้อตรงบริเวณแนวรับ (เส้นขาวล่าง) เพราะเราก็เห็นอยู่แล้วว่าทุกครั้งที่ราคาตกลงมาถึงตรงจุดนี้จะเด้งขึ้น เราก็รอเวลาสิครับ  และเมื่อมันย่อลงมาเข้าใกล้แนวรับเราก็ดูว่าราคามันเด้งกลับรึเปล่า (ดูซักหนึ่งวันก็พอ) ถ้าเด้งขึ้นก็ซื้อครับ จากนั้นก็กินส่วนต่างกำไรโดยมีแนวต้านเป็นเส้นขาวด้านบน 
“คราวนี้เห็นถึงความปลอดภัยรึยังครับ”  ก็จะไม่ให้ปลอดภัยได้ยังไง ในเมื่อเราซื้อในบริเวณราคาต่ำสุดแล้ว และถ้าเราเดาทางผิด ปรากฎว่ากราฟเด้งขึ้นแค่หนึ่งวันจากนั้นก็ตกลงมาหลุดแนวรับ เราก็ขาย Cutloss สิครับ แต่เราก็จะขาดทุนไม่มาก  แต่มือใหม่ส่วนใหญ่ชอบเล่นแบบไหนเรามาดูกันต่อ

 
มือใหม่ส่วนใหญ่ชอบซื้อบริเวณแนวต้านครับ (ตรงลูกศรแดง) เพราะเห็นราคามันขึ้นมาสูงแล้ว กลัวว่าถ้าหลุดแนวต้านไปจะต้องซื้อหุ้นในราคาที่แพงขึ้น ..... “โถ มันจะแพงกว่ากันซักกี่บาทครับ” ลองเทียบกันดูกับการที่มันขึ้นมาทดสอบแนวต้านแล้วไม่ผ่าน คุณต้องถือหุ้นตัวนั้นเพื่อรอมันย่อลง เผลอๆกลับลงไปที่แนวรับ แล้วรอเด้งกลับขึ้นมาอีกรอบนึง ใครที่เคยถือหุ้นตัวแดงในพอร์ตเป็นเวลานานคงเข้าใจความรู้สึกที่ผมพยายามอธิบายได้ดี  เผลอๆมือใหม่บางคนรอนานจนเข็ด พอมันกลับมาที่ราคาเดิมเห็นได้เท่าทุนรีบขายหนีตาย ปรากฎมันทะลุแนวต้านวิ่งสูงเสียดฟ้าให้กระอักเลือดด้วยความเจ็บใจ
เทคนิค: คือการรอให้มันทะลุแนวต้านครับ แล้วดูว่าราคาในวันต่อมาสามารถยืนรักษาตำแหน่งเหนือแนวต้านได้รึเปล่า ซึ่งถ้าได้เราก็เข้าซื้อครับเพื่อลุ้นไปต่อ  แต่ถ้าซื้อแล้วมันหลุดกลับลงมาก็ cutloss ซะรับรองเจ็บตัวไม่มากครับ  ซึ่งมันก็โยงไปถึงกราฟตัวแรกไงครับ เพราะเมื่อมันทะลุแนวต้านขึ้นมาได้ ก็ถือว่าแนวต้านนั้นจะกลับมาเป็นแนวรับให้เรา กำไร/ขาดทุน อยู่ที่เส้นบางๆคั่นเองครับ

 
          นี่เป็นกราฟอีกแบบนึงครับ เห็นมันขึ้นมาตลอด อุตส่าห์ตีแนวรับไว้แล้วแต่กลัวมันไม่ย่อลงมาให้ซื้อที่แนวรับ พอเห็นราคามันย่อเลยรีบเข้าไปรับหวังให้มันเด้งขึ้นทำกำไร....บอกเลยครับว่าอย่าคิดไปเองว่ามันจะขึ้น อุตส่าห์มีกราฟและเข้าใจเทคนิคทั้งทีเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ครับ  รอไปครับ รอที่แนวรับจะลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด  (แต่ทั้งนี้อาจใช้เส้น ema หรือเส้นค่าเฉลี่ย เป็นแนวรับให้เราได้เหมือนกันครับ แต่ถ้ามันไม่เด้งก็ต้อง cutloss นะ) 
         “ถ้าจะทุ่มเงินลงไปกับการลงทุนใดๆ  ต้องลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดครับ.....จำไว้”

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สอนหุ้นมือใหม่ ตีแนวรับ-แนวต้าน


ผมเชื่อว่าปัญหาหนึ่งของนักลงทุนมือใหม่ คือ มีเครื่องมือตีกราฟแล้วแต่ไม่รู้จะใช้อย่างไร? โดยเฉพาะการเริ่มต้นตี แนวรับแนวต้านซึ่งส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่าเส้นที่ตัวเองลากนั้นถูกหรือผิด.......ตอบ ณ ตรงนี้เลยครับ หลักมีอยู่นิดเดียวคือ ลากเป็นกรอบที่ท่านคาดว่ามันน่าจะวิ่งไป โดยให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงมากที่สุด  เหมือนจะเป็นคำตอบแบบกำปั้นทุบดินแต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆครับ เพราะกราฟคือ การนำสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมาplotจุด แล้วเราก็วิเคราะห์ความน่าจะเป็นของมันตามหลักทฤษฎีหรือหลักสถิติ

ขึ้นรับลงต้าน  คำนี้ท่องให้ขึ้นใจ

ถ้าหุ้นเป็น "ขาขึ้น" เราตีแนวรับเพื่อคอยดูอย่าให้หลุดแนวรับ เพราะไม่เช่นนั้นมันอาจเป็นการเปลี่ยนทิศเป็น "ขาลง" วิธีลากเส้นคือ ลากเชื่อมโยงจุดต่ำสุด 2 จุดเป็นอย่างน้อยเข้าไว้ด้วยกัน


ส่วนถ้าหุ้นเป็น "ขาลง" เราจะตีแนวต้านไว้เพื่อคอยดูจังหวะที่มันจะทะลุแนวต้านได้ ซึ่งถ้าทะลุได้ หุ้นก็มีโอกาสกลับตัวเป็นขาขึ้น วิธีลากเส้นคือ ลากเชื่อมโยงจุดสูงสุด 2จุดเป็นอย่างน้อยเข้าด้วยกัน


ดังนั้น ในการตีกรอบ Trendline เพื่อนำมาคาดคะเนแนวการวิ่งของราคานั้น เราก็จะตีทั้งแนวรับและแนวต้าน


คราวนี้ผมจะลองนำกราฟจริงมายกตัวอย่างและวิเคราะห์ให้ดูนะครับ

จากภาพจะเห็นจุดที่ 1 เป็นแนวรับ  และจุดที่2 เป็นแนวต้าน โดยผมตีกรอบ Trendlineเผื่อไว้รอดูว่าถ้าหลุดขึ้นไปมันก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ดี

2.) ท้ายที่สุดราคาก็หลุดทะลุแนวต้านขึ้นไป   ในกรณีที่ราคาหุ้นขึ้นสูงจนเส้นเกิดความชัน เราอาจตี horizontal line(เส้นแนวนอน) ดักไว้ ณ จุดสูงขึ้นไปเพื่อเป็นแนวต้าน ส่วนจะทะลุขึ้นไปได้หรือไม่นั้นไม่มีใครตอบได้ครับ หลักการคือเมื่อหลุดก็คอยลุ้นแนวต้านถัดไป  ส่วนการเลือกจุดวางเส้นแนวนอนนั้น ส่วนใหญ่จะเลือกจุดที่มีการ swing high หรือ swing low เช่นจุดที่ได้มีการวงกลมเอาไว้ให้ดู จะเห็นว่ามีการตกของราคาอย่างรุนแรงมาถึง ณ ระดับราคาหนึ่งแล้วราคาก็เด้งกลับขึ้นไป แสดงให้เห็นถึงความมีนัยยะของราคา

3.) ควรขายหรือไม่? เราอาจจะใช้ indicator มาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ  ซึ่งแต่ละคนจะมีการรับความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน เช่น ในกรณีนี้ Stoch เข้าสู่ Overbougthแล้ว บางคนอาจรอขายเมื่อ Stoch ตัดออกจากเขตOverbought ก็เป็นได้....หรือบางคนอาจใช้สัญญาณจาก rsi  ตัดลงเส้น70 หรืออาจใช้สัญญาณ MACD ตัด Signal Line....ซึ่งในความเป็นจริงทุกคนพยายามจะขายให้ได้ในจุดที่ตัวเองคิดว่าเป็นจุดสูงสุดแล้ว  ดังนั้นในการเลือกจังหวะขายออก จึงเป็นเรื่องของการวิเคราะห์+ประสบการณ์+ความโลภ ของแต่ละคนครับ(^^)

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สอนหุ้นมือใหม่: เรื่องการเปลี่ยนพาร์ของ BTS

                    “โอ๊ว..พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก  ใครถือหุ้น BTS อยู่รวยไปเลยนะเนี่ย.....วันนี้ราคาพุ่งขึ้นมาจาก 0.86 มาเป็น 5บ. ถ้าซื้อไว้ยังกะถูกเลขท้าย 3ตัวแน่ะ” 

          ประโยคนี้ผมเห็นมีคนโพสต์ไว้หลังจากการเปลี่ยนพาร์ของ BTS 1วัน และยังไม่นับรวมสายเข้าของผู้ที่เคยมาอบรมกับผมอีกไม่รู้กี่สายต่อกี่สาย  ผมจึงขอเขียนอนุญาตเขียนบทความอธิบายกันไปเลยละกันครับ
          เนี่ยไอ้เจ้ากราฟแบบข้างบนเนี่ยเป็นเหตุในการกระชากอารมณ์หมู่เม่าภมรให้ตาลุกวาว  เรื่องจริงๆมันเป็นอย่างนี้ครับ  BTS  มีการเปลี่ยนพาร์จากมูลค่าเดิม 0.64บ.  เปลี่ยนเป็น 4บ.  ดังนั้น  4 / 0.64  =  6.25เท่า

ซึ่งส่งผลให้หุ้นทั้งหมดจากเดิม 57,252,980,553หุ้น / 6.25 =  จะลดเหลือ 9,160476888.48 บ.  สรุปคือ “ราคาหุ้นในกระดานจะเพิ่มขึ้น 6.25เท่า” 

ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ คนส่วนใหญ่จะนึกว่าใครถืออยู่ก็โชคดีไปสิ อยู่ๆมูลค่าหุ้นก็ถีบขึ้นไป 6.25เท่า(^^) โลกมันไม่ได้ง่ายและสวยงามขนาดนั้นครับ...เพื่อเป็นการไม่ให้คนที่มีหุ้นอยู่ได้เปรียบ หุ้นของเขาเหล่านั้นก็เลยต้องถูกลดมูลค่าลงไปโดยปริยาย  ดังนี้ครับ

เช่น ผมมีหุ้น BTS อยู่ 1,000หุ้น ก็ต้องนำไปหาร 6.25เท่า ดังนั้น 1,000 / 6.25 = 160หุ้น...พระเจ้าจาก1,000หุ้น ผมก็จะเหลือ 160หุ้น.......ไม่ต้องเรียกหาพระเจ้าหรอกครับมันก็สมเหตุสมผลกันแล้ว  เพราะตามหลักราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้น 6.25เท่าเช่นกัน  คือ
จากวันก่อนที่ราคาจะปรับขึ้นราคาหุ้น BTSปิดที่ 0.86บ. พอเช้าวันที่ปรับพาร์หุ้นจึงขึ้นไปเป็น 5.40บ. (ซึ่งมาจาก 0.86 x 6.25 = 5.38บ. นี่เขาแถมให้ด้วยนะเนี่ย) 

“เป็นไงครับ คราวนี้เลิกอิจฉาคนที่เขาถือหุ้นกันได้รึยัง....หรือเปลี่ยนมาเป็นสงสารแล้ว ei ei

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เนื้อหาหลักสูตรสอนหุ้น

1.) หลักการวิเคราะห์หุ้นในแง่มุมของพื้นฐาน (fundamental)  ประกอบด้วย
บัญชีเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานหุ้น เช่น งบดุล, หนี้สิน, กำไร, P/E, P/BV, เงินปันผล etc.

วิธีการคัดเลือกหุ้นมาเล่น  เช่น การหาหุ้นที่มี Volume, การคัดหุ้นจากกลุ่มธุรกิจที่กำลังเป็นบวก

สรุปวิธีการสังเกตุในการเลือกคบหุ้นว่าตัวไหนดี?  ตัวไหนปั่น?...หุ้นปั่นเขาดูกันยังไง?


2.) หลักการวิเคราะห์หุ้นในแง่เทคนิค (technical) ใช้โปรแกรม METASTOCK ในการสอน
การสังเกตุแนวโน้มหุ้นจากแท่งเทียน, ลักษณะแท่งเทียนรูปแบบต่างๆ

- สัญญาณการซื้อ/ขายเบื้องต้น....โดยยังไม่ต้องอาศัยกราฟ indicator

การเลือกกำหนดค่าเส้น EMA ให้เหมาะสมกับเรา

การตีแนวรับ-แนวต้าน, การดูtrend line, การกำหนดจุด Stop Loss


สัญญาณซื้อ/ขาย จาก indicator ทั้ง  MACD, RSI และ Stoch

หลักการใช้  Fibonacci Retracement และ Fibonacci Fan และการดูสัญญาณกลับตัวของหุ้น

การใช้เครื่องมือต่างๆในโปรแกรม METASTOCK

แหล่งข้อมูล ฟรี!สำหรับการ update ข้อมูลหุ้นรายวันที่ต้องนำมาใช้จริง


(ขาย) รูปปั้นกระทิงทองสัมฤทธิ์...เสริมฮวงจุ้ย

          อย่างที่ทราบกันดีสำหรับนักเล่นหุ้นว่า “ตลาดหุ้นขาขึ้น” เขาจะเปรียบเป็นตลาดช่วงกระทิงขวิดขึ้น “ตลาดหุ้นขาลง” เขาเปรียบเป็นตลาดหมีตบลง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่นักเล่นหุ้นจะชอบกระทิงมากกว่า ซึ่งกระทิงที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะไม่มีใครเกิน The Charging Bull หรือ Wall Street Bull

                      รูปปั้นกระทิงตัวนี้ตั้งอยู่บริเวณสวนสาธารณะ Bowling Green Park ใกล้ๆกับ Wall Street เมืองนิวยอร์ค

           
จากการที่กระทิงแห่งwallstreet เป็นที่โด่งดังด้านตัวแทนของตลาดหุ้นขาขึ้น ทำให้นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่มักจะหากระทิงมาตั้งในห้องทำงานเพื่อเป็นสิริมงคล และเสริมฮวงจุ้ยด้านการลงทุนในพอร์ตของตนเอง
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบและสะสมรูปปั้นกระทิง แต่บอกตรงๆว่าจะตามหารูปปั้นกระทิงให้ตรงตามแบบที่ต้องการนั้นหายากมาก
1.ท่วงท่า+รูปลักษณ์ต้องสวย 
2. วัสดุที่ใช้
3. ราคาสมเหตุสมผล
จริงๆมีอีกข้อนึงซึ่งสำคัญมาก คือ นำมาตั้งแล้วเสริมดวง ชนิดที่ว่าตัวไหนก็ตามเมื่อนำมาตั้งในห้องทำงานผมแล้ว ถ้าพอร์ตไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ก็เตรียมตัวย้ายไปอยู่ห้องเก็บของได้เลย(ไม่ให้ใครต่อด้วย เดี๋ยวคนรับจะว่าเอาได้ ei ei)


เมื่อไม่นานมานี่ผมบังเอิญไปเจอญาติห่างๆคนหนึ่งซึ่งเป็นช่างปั้นงานศิลปะไทยประยุกต์แล้วก็ต้องตกใจครับเขาปั้นกระทิงต้นแบบไว้คู่นึง วัสดุทำจากเนื้อทองสัมฤทธิ์แท้ซึ่งจุดเด่นของเนื้อทองสัมฤทธิ์คือจะไม่ผุกร่อนง่าย ผมเห็นกระทิงคู่นี้แล้วก็ไม่รอช้าที่จะขอซื้อกลับมาตั้งไว้ในห้องและก็น่าแปลกครับตั้งแต่ผมซื้อมาพอร์ตผมก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่วันแรก (เรียกได้ว่าผมได้ค่าตัวคืนทันทีในวันจันทร์ที่ตลาดเปิด) เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าสู่กันฟังนะครับอย่าไปตีเป็นประเด็น


แต่ที่ผมจะบอก คือ ถ้าเพื่อนๆคนไหนที่ชื่นชอบอยู่แล้ว และกำลังมองหาแต่ยังไม่ได้ตัวที่ถูกใจ สามารถสั่งจองมาได้ที่ 089-515-9090 ครับ (ผมเป็นแค่ตัวแทนจำหน่ายครับ ศิลปินชื่อ”จตุรงค์” แต่ยังไม่ยอมเปิดเผยตัว อีกหน่อยดังแน่ ei ei)  

รายละเอียดสินค้า
1.วัสดุทองสัมฤทธิ์ มีให้เลือก 2สี คือ “สีทองประกาย” กับ “สีน้ำตาลแดง”
2. ส่วนสูง 6นิ้ว (วัดจากหลังลงถึงขา), ความยาว 11นิ้ว(จากหางถึงหัว), ความกว้าง 5นิ้ว(กลางลำตัว), น้ำหนัก 2.2 กิโลกรัม
3. ราคาพิเศษเฉพาะที่websiteนี้ ตัวละ 15,000บ. (ลดจาก 18,000บ. ราคาในหอศิลป์ 23,000บ.) ค่าจัดส่งในประเทศ(แบบลงทะเบียน) 60บ.

วิธีชำระเงิน

บัญชีธ.ไทยพาณิชย์(สาขาถ.สุขสวัสดิ์)  เลขบัญชี 086-2-03496-0
          ชื่อบัญชี นายอัครพงศ์  ขวงธนะชัย




บัญชีธ.กสิกรไทย(บิ๊กซีบางปะกอก)  เลขบัญชี 636-2-00626-9
          ชื่อบัญชี นายอัครพงศ์  ขวงธนะชัย

* กรุณาเก็บหลักฐานการโอนและติดต่อกลับ 089-5159090 แมน เพื่อแจ้งการรับสินค้า