วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สอนหุ้นมือใหม่: ไม่สอน Bid, Offer แล้วจะให้เล่นหุ้นยังไงใช่ป่ะ


          ขึ้นหัวบทความอย่างนี้สะเทือนใจผมอยู่ไม่น้อย555 สะเทือนใจเรื่องอะไรคงมีหลายคนสงสัย  ผมจะเกริ่นให้ฟัง อะแฮ่มม....คือ มีหลายครั้งที่ผมคุยกับเพื่อนๆที่สนใจเล่นหุ้นแต่ผมดู Lifestyle เขาแล้วดูเหมาะกับแนว VI ออมยาวๆ ไม่ต้องมานั่งดูบ่อยๆ พูดง่ายๆก็คือซื้อทิ้งแล้วก็ไปหางานประจำทำซะ ผมก็จะเล่าข้อดีของการเล่นแบบ VI ว่าให้ดูพื้นฐานยังไง ปรับสภาพจิตใจให้อย่าโลภ บลาๆๆต่างๆนาๆ.....และเมื่อเห็นใครที่ออกแนวโผงผาง กล้าได้กล้าเสีย ผมก็จะเล่าการเล่นหุ้นแนว Technical ให้เขาฟัง  ให้เขาเห็นภาพว่าเราเล่นหุ้นเสี่ยง แต่เสี่ยงบนความน่าจะเป็น  แต่ท้ายสุดเมื่อเพื่อนๆเหล่านั้นเริ่มก้าวเข้ามาสู่ตลาดหุ้น คำถามแรกที่มักจะโทรมาถามคือ “เฮ้ย! หุ้นมันซื้อขายกันยังไงจ๊ะ เปิดมามีแต่ตัวเลขวิ่งเต็มไปหมด”(จริงๆเพื่อนผมมันไม่จ๊ะหรอก555)  ผมก็เลยมานั่งย้อนดูบทความที่เคยเขียนมาตั้งแต่ต้นๆ

          “เอ้อจริงแฮะ....ผมไม่เคยเขียนเรื่องวิธีการซื้อขายเลย  แล้วก็เที่ยวประกาศปาวๆว่า StockManday เว็บไซต์หุ้นสำหรับนักลงทุนมือใหม่ (-..-“) ปั๊ดโธ่”

       
          ถ้าอย่างนั้นในบทความนี้เราก็จะมาทำความเข้าใจเรื่อง “ราคาเสนอซื้อ”(Bid) กับ “ราคาเสนอขาย”(Offer)กันครับ ใครที่เป็นมือเทรดอยู่แล้วข้ามไปได้เลยครับ(><,)
อันดับแรกให้ไปหาโปรแกรมเช็คหุ้นมาก่อน แนะนำโปรแกรม Streaming ครับง่ายดี..ใครมี ipad,iphone ก็โหลดจาก App Store ได้เลย
       
          ส่วนใครไม่มีก็ไม่ต้องตัดพ้อต่อโชคชะตาครับ  เพราะเชื่อว่าถ้าใครจะเล่นหุ้นอย่างแรกเลยต้องมีการไปเปิดบัญชีกับโบรกฯมาเรียบร้อยแล้ว  ดังนั้นให้เข้าไปในเว็บของโบรกฯที่คุณสมัครแล้วก็มองหา Streaming Pro ครับ
       
          หลังจากที่เราเปิดใช้โปรแกรม Streaming Pro และมีการเลือกหุ้นตามที่เราต้องการมาดูเป็นรายตัวดังภาพ

          เราจะเห็นได้ว่าในบรรทัดของหุ้นแต่ละตัวนั้นจะประกอบไปด้วย Column อย่างน้อย 5 Column คือ Last, Vol, Bid, Offer, Vol ซึ่งในแต่ละ Column มีความหมายดังนี้
Last        = ราคาล่าสุด หรือ ราคาตลาด ของหุ้นตัวนั้นๆในขณะนั้น
Volume  = ปริมาณหุ้นที่มีการเสนอซื้อเข้ามา
Bid         = ราคาที่เสนอซื้อเข้ามาสูงสุด ณ ขณะนั้น
Offer      = ราคาที่เสนอขายเข้ามาต่ำสุด ณ ขณะนั้น
Volume  = ปริมาณหุ้นที่มีการเสนอขาย

ซึ่งหุ้นในแต่บรรทัดมีสีที่แตกต่างกัน  โดยมีความหมายดังนี้
สีเหลือง = ราคาตลาดในขณะนั้นเท่ากับราคาตอนเปิด
สีแดง = ราคาตลาดในขณะนั้นต่ำกว่าราคาตอนเปิด
สีเขียว = ราคาตลาดในขณะนั้นสูงกว่าราคาตอนเปิด

          ซึ่งเมื่อเราเลือก Click ไปที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง หุ้นตัวนั้นก็จะมาโชว์รายละเอียดการเสนอซื้อขายให้เราเห็นมากกว่า 1 บรรทัด ดังภาพตัวอย่าง



          ส่วนบน(เหนือกราฟ) จะมีราคาตลาดของหุ้นในขณะนั้น จากภาพคือ 16.30บ. และมีรายละเอียดอื่นๆเช่น
High       = ราคาที่เป็นราคาสูงสุดของวันในขณะนั้น
Low      = ราคาที่เป็นราคาต่ำสุดของวันในขณะนั้น
Ceil        = เพดานราคาสูงสุดของวันนั้น (จะถูกกำหนดไม่ให้เกิน 30%จากราคาเปิดขึ้นไป)
Floor      = ระดับราคาที่สามารถลงต่ำสุดของวันนั้น (ถูกกำหนดไม่ให้ต่ำกว่า 30%จากราคาเปิดลงไป)

          ในส่วนของรายละเอียดใต้เส้นกราฟราคาของวันก็คือ 5ช่องของราคาฝั่งเสนอซื้อและขาย  จากภาพจะเห็นว่ามีในฝั่ง Bid คนตั้งเสนอซื้อที่ราคา 16.20บ. จำนวน 321,400หุ้น...ราคาถัดลงไปที่วางราคาขอเสนอคือ 16.10บ. อีกจำนวน 597,000หุ้น และมีการเสนอราคาต่ำลดหลั่นลงไปในฝั่ง Offer มีคนเสนอขายอยู่ที่ราคา 16.30บ. จำนวน 194,400หุ้น...และที่ราคา 16.40บ. จำนวน 148,600หุ้น และราคาสูงเรียงกันลงไป

  ในกรณีนี้สมมติว่าถ้าเราต้องการจะกดสั่งซื้อหุ้นจำนวน 400หุ้น และให้ได้หุ้นมาเข้าพอร์ตเราเลย เราจะต้องคีย์สั่งซื้อที่ราคา 16.30บ. เพราะมีคนพร้อมขายที่ราคานี้อยู่แล้ว และเมื่อเราซื้อเสร็จ Vol ก็จะลดจาก 194,400 เหลือ 194,000หุ้น (อีก 400หุ้นมาเข้าพอร์ตเราเรียบร้อย)
          แต่ถ้าเราคีย์ซื้อไปที่ราคา 16.20บ. Orderของเราจะต้องไปต่อคิวในฝั่งของเสนอซื้อ ก็คือฝั่ง Bid โดย Vol เสนอซื้อก็จะเพิ่มเป็น 321,800หุ้น โดยเราจะต้องรอคิวจนกว่า 321,400หุ้นก่อนหน้าเราจะได้ของไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงจะถึงคิวเรา


       
          ในทางตรงกันข้าม หากเรามีหุ้นอยู่และต้องการขายออกในทันที เราจะต้องคีย์ขายที่ราคา 16.20บ. เพราะมีคนรอซื้ออยู่แล้วที่ราคานี้...แต่ถ้าเราคีย์ขายที่ราคา 16.30บ. เราก็ต้องไปต่อคิวในฝั่งoffer เป็นคิวหุ้นที่ 194,800หุ้น และต้องรอให้ 194,400หุ้นมีคนมากดซื้อไปก่อน

          ซึ่งราคาตลาดล่าสุดก็จะขึ้นอยู่กับว่าตลาดเป็นของฝั่งผู้เสนอซื้อ หรือผู้เสนอขาย....ซึ่งถ้ามีคนยอมคีย์ซื้อที่ราคาเสนอขาย 16.30บ. ราคากลางหรือราคาตลาดก็จะเป็น 16.30บ. แต่ถ้ามีคนยอมคีย์ขายที่ราคาเสนอซื้อ 16.20บ. ตลาดก็จะเป็นของทางฝั่งผู้ซื้อเพราะคนขายยอมขายตามราคา  จากภาพตัวอย่างจะเห็นว่าตลาดเป็นของผู้ขาย เพราะทางด้านขวามือของภาพจะเห็นว่ารายการล่าสุดผู้ซื้อยอมซื้อตามราคาที่เสนอขาย 16.30บ. ราคากลาง(หรือราคาตลาด)จึงกลายเป็น 16.30บ.นั่นเอง


          โอยยย..เหนื่อยมากก  เนี่ยแหล่ะครับเหตุผลที่ว่าทำไมไม่ค่อยมีคนเปิดสอนมือใหม่...เพราะมันต้องอธิบายกันเยอะ  เปรียบเสมือนสอนคนขับรถนั่นล่ะครับ  สอนให้ขับเป็นมันยากแสนยาก แต่ไอ้การสอนดริ๊ฟรถนั่นง่ายนิดเดียว  เพราะแค่สอนกันที่เทคนิคที่เหลืออยู่ที่ตัวผู้ขับเองต้องไปฝึกฝนต่อ  มันสบายกว่ากันเยอะ...... “แต่ยังไงผมก็เคยเป็นมือใหม่มาก่อน  ซึ่งผมจำความรู้สึกนั้นได้ดี  สรุปคือผมเต็มใจครับ” (^^,)

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ภาพรวมตลาด&ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิค(สอนหุ้น)

          ทุกวันที่ Setตก จะมีสายโทรเข้ามามากเป็นพิเศษ เพราะกังวลว่า "ตกลงควรไปอย่างไรต่อกันดีกับสภาพตลาดขณะนี้" (- -,) งั้นผมขอสรุปให้ฟังเป็นภาพรวมละกันนะครับ
          สำหรับเพื่อนที่ใช้เทคนิคในการเข้ามาเก็งกำไรหุ้น..อยากให้เข้าใจก่อนเลยว่า "ราคาหุ้น"ระยะสั้นๆนั้นมันมาจาก "demand & supply" (ความต้องการซื้อและความต้องการขาย) ที่หุ้นมันตกและยังคงเด้งกลับขึ้นมาได้ก็เพราะคนส่วนใหญ่ในตลาดเห็นพ้องกันว่า "ราคามันถูกแล้ว และไม่น่าตกลงไปกว่านี้" ดังนั้นจึงมีการช้อนซื้อกลับ ส่วนหุ้นตัวที่ตกแล้วร่วงเลยก็เป็นเพราะทุกคนเห็นพ้องกันแล้วว่าหุ้นไม่ได้ดีจริง ก็เลยไม่กล้าที่จะช้อนซื้อมันก็แค่นั้น 


          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังมีปัจจัยภายนอกตัวอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอีกเช่น "เจ้าปั่น" โดยเขาไปวางขายเองที่ offer แล้วก็ซื้อกลับเอง ทำให้ราคากลับมาวิ่งขึ้น คนในตลาดที่หลงเชื่อก็วิ่งเข้าไปซื้อตามและก็ขายเก็งกำไร  คราวนี้การ"ขึ้นหลอกจากการปั่น" และ "ขึ้นจริงจากพื้นฐานหุ้น" มันก็ต่างกันที่ความยั่งยืน หุ้นปั่นมันก็หวือหวาหน่อย ขึ้นเร็วลงเร็ว...แต่หุ้นดีจริงมันก็ค่อยๆไต่ขึ้นเพราะแรงซื้อ(demand)ที่เห็นว่ามันดีจริง......คราวนี้อยู่ที่เพื่อนๆแล้วว่าจะเลือกลงทุนกับหุ้นประเภทไหน


          ส่วนเทคนิคกราฟ มันก็เป็นเพียงตัวช่วยทำเป็นภาพออกมาให้เราเห็น แทนที่จะใช้การคิดเองเออเอง...ซึ่งกราฟมันเกิดจากราคาซื้อขายจริง Plotออกมาเป็นกราฟ เราก็แค่เอากราฟมาตี Trendline ดูว่ามันน่าจะวิ่งไปในทิศทางไหน และมี indicator ที่โยงกับราคาทำให้เห็นค่าเฉลี่ยของราคากับจำนวนวันว่ามันขึ้นมานานแค่ไหน และคาดว่าจะไปต่อได้อีกนานแค่ไหน โดยมีทั้งสัญญาณระยะยาวและระยะสั้น ให้ใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อขาย โดยขึ้นอยู่กับ"ความเสี่ยง"ที่แต่ละคนจะรับได้ว่า "ทนเสี่ยงถือต่อได้นานแค่ไหน" .......แต่หลายคนมักเข้าใจผิดว่า "กราฟเป็นตัวบอกอนาคต"  ผมจึงขอเขียนบทความนี้เพื่อให้ทำเข้าใจกันใหม่ว่า "กราฟบอกสิ่งที่เคยเกิดมาแล้ว และคาดว่าน่าจะเป็นไปในทิศทางไหน" เรามีหน้าที่เอากราฟมาคาดคะเน(จินตนาการ)อ่านใจคนหมู่มากในตลาดต่อไปว่า เมื่อราคา+กราฟมันออกมาในลักษณะนี้ คนหมู่มากจะคิดเห็นกับหุ้นตัวนี้ว่าไปในทิศทางไหน

..."เราก็แค่อย่าเป็นคนหมู่เม่า ก็เท่านั้นเอง"