วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สอนหุ้นมือใหม่: ทำไมเล่นหุ้นต้องดู Volume? (ไม่มีประสบการณ์แต่อยากเล่นหุ้นยิ่งต้องเข้าใจ)

ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนที่เคยได้ยินมาว่า “เล่นหุ้นต้องเล่นตัวที่มี Volume” แต่จะเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่นั้นก็ค่อยมาว่ากันอีกที(^^)

ผมเคยอ่านเจอบทความสัมภาษณ์เซียนหุ้นระดับพันล้านท่านนึงเขาบอกว่า หุ้นที่เล่นแล้วได้กำไรมากกว่าขาดทุน จะเป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ (พูดง่ายๆก็คือให้เล่นหุ้นที่มีVolumeซื้อขายกันมากๆนั่นแหล่ะ)  จากนั้นผมก็คัดเลือกหุ้นจากการดู Volume เป็นหลัก  โดยในตอนนั้นเข้าใจเพียงแค่ว่าให้เลือกเล่นหุ้นตัวที่คนเขานิยมเล่นกันราคาหุ้นจะได้มีโอกาสขึ้นสูงๆ.....ซึ่งทำให้ผมหลงประเด็นไปว่า

“เลือกหุ้นมีVolume เพราะหุ้นตัวนั้นมีโอกาสที่ราคาจะขยับขึ้นสูง”

(ปล.วิธีการคัดหุ้นจาก Volume สามารถหาอ่านได้จากบทความเก่าตาม Linkนี้เลยครับ http://www.stockmanday.com/2012/02/blog-post_21.html)    



และเนื่องจากความเข้าใจผิดนั้น...จึงทำให้ผมคิดเองเออเองว่า “ในเมื่อเราดูVolume เพราะอยากหาหุ้นที่มีราคาขึ้น...ถ้างั้นเราก็มองหาหุ้นที่มีราคาพุ่งขึ้นไป แล้วก็เข้าซื้อตามไม่ง่ายกว่ารึ”(- -, )  “หึๆๆ ง่ายนิดเดียว”ผมคิดในใจ (มารู้เอาตอนหลังว่าง่ายนิดเดียวจริงๆ ที่เหลือนั้นยากหมด)(T^T)  จากนั้นผมก็เริ่มนั่งเฝ้าสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของกราฟหุ้นหลายๆตัวโดยไม่มองที่ Volume อีกเลย  จนกระทั่งวันนึงผมก็เจอหุ้นที่ราคาเริ่มพุ่งขึ้นเป็นวันแรก







“โชคดีจริงๆที่เราพอจะศึกษากราฟมาบ้าง (- -, ) หึๆ....MACD ตัดขึ้นเหนือศูนย์...สัญญาณซื้อมาแล้วชัดๆ แถมแท่งเทียนก็ยาวขนาดนี้สงสัยราคาจะบวกเยอะ...ราคาก็วิ่งSidewayสะสมกำลังมานาน(ตำราเขาว่างั้น).....จะมัวรอช้าไปไย เข้าซื้อเก็บเข้าพอร์ตเลยดีกว่า”

หลังจากเก็บเข้าพอร์ตเพียงไม่กี่วัน.....พอร์ตก็โชว์ว่าหุ้นตัวนั้นทำกำไรทันที  อดชื่นชมไม่ได้ว่าราคาเขียวเอาๆ หุ้นดีก็เงี้ย5555  จนกระทั่งวันนึงผมก็ตัดสินใจจะขายออกเพื่อทำกำไร  ปรากฎว่าวางขายไม่ได้ครับเพราะราคาหุ้นขยับขึ้นก็จริงแต่ทั้งจำนวนหุ้นของฝั่งคนเสนอซื้อและเสนอขายมีจำนวนน้อยมาก.....”อ้าว! แล้วทำไมราคาถึงขึ้นล่ะ????” นี่ล่ะครับที่ผมบอกไปตอนต้นว่า “ราคาขึ้น” กับ “Volume” มันเป็นคนละเรื่องกัน  เรามาดูภาพประกอบการขึ้นของราคากัน


จากภาพจะพบว่าจำนวนหุ้นในฝั่งเสนอซื้อ (Bid) มีเพียง 500 หุ้น  และฝั่งเสนอขาย (Offer)มีเพียง 100หุ้นเท่านั้น  แต่หุ้นในมือผมมีอยู่ 700 หุ้น(T^T)  ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นรายใหญ่ขึ้นมาทันที555 ......และหลังจากที่ผมเห็นกระดานซื้อขายอย่างนี้ก็ทำให้ผมตาสว่างและถึงบางอ้อทันทีว่า “ทำไมราคาหุ้นถึงขยับขึ้นได้ทั้งที่ไม่ค่อยมี Volume” คำตอบก็คือเนื่องจากว่า ในช่องoffer ที่ราคา 137.50นั้น มีหุ้นวางขายอยู่แค่ 100หุ้น  เพียงแค่มีคนมาซื้อไปหมด 100 หุ้น ราคาก็จะขยับขึ้นเป็น 138บ.ทันที โดยที่ไม่จำเป็นต้องมี Volume หนาแน่น.....ซึ่งในความเป็นจริง การขึ้นของราคานั้นควรมาจากความต้องการซื้อที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้ราคาสูงขึ้นอยางมีนัยยะ  หุ้นอย่างนั้นต่างหากที่ถือว่ามีสภาพคล่องและสามารถเปิดโอกาสให้คุณเข้าซื้อและขายออกเพื่อทำกำไรได้

“คราวนี้คุณรู้รึยังครับว่า Volume ไม่ได้มีไว้ให้คุณมองข้าม”  โชคดีมีชัยกับหุ้นตัวต่อไปของคุณครับ(^ ^)





วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สอนหุ้นมือใหม่: CUT LOSS สำคัญไฉน? (ไม่มีประสบการณ์แต่อยากเล่นหุ้น ยิ่งต้องเข้าใจ)

          หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Cut loss หรือ Stop loss กันจนคุ้นหู แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีซักกี่คนที่มีวินัยและปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด(>< )  เหตุเพราะจะมีคำพูดอยู่ประโยคนึงเข้ามาหักล้างในความคิดอยู่เสมอ คือ “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน”......ทางไหนถูก ทางไหนควร ผมกำลังจะอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นครับ

          ยกตัวอย่างง่ายๆครับ : สมมติให้ “นายระเบียบ  ตามระบบ” ลงทุนไป 100,000บ.
ปรากฎว่าขาดทุนไป 10%  แล้วเขาตัดสินใจ Cut loss ....เขาจะเหลือเงินอยู่ 90,000บ. จากนั้นถ้าเขาอยากได้ทุนคืนเขาก็เอาเงิน 90,000บ.ไปลงทุนต่อ  ดังนั้นการที่เขาจะทำให้ได้ทุน 100,000บ.คืนมา  ก็แค่รอลุ้นให้พอร์ต 90,000บ.ของเขาทำกำไรขึ้นมา 11.11%  (90,000 + 11.11% = 99,999บ.)  “แค่ 11.11% มันยังดูมีความหวังอยู่บ้างใช่มั้ยครับ”

          ถ้างั้นเอาใหม่
:  “นายมั่นใจ  ไร้สติ” ลงทุนไป 100,000บ.
ปรากฎว่าราคาหุ้นตกลงไป 10%  ซึ่งถึงจุดที่ต้อง Cut loss ตามระบบแล้ว แต่กลับเชื่อมั่นขึ้นมาว่า “อีก 2-3วันหุ้นต้องกลับตัวขึ้นมาแน่”  เลยถือต่อ...ผ่านไป 1 เดือน พอร์ตขาดทุนถึง 50% จึงรีบขายเก็บเงินต้นคืนเหลือ 50,000บ.  ดังนั้นการที่เขาอยากจะได้ทุน 100,000บ.คืนมา  เขาจะต้องนำเงิน 50,000บ.ไปลงทุนต่อ  แต่คราวนี้เขากลับต้องลุ้นให้พอร์ต 50,000 บ.ของเขาทำกำไรขึ้นมา 100% (50,000 + 100% =  100,000บ.) “แม่จ้าวว 100%เชียวนะครับ(-..- )

          "ผมรู้ว่าใครๆก็มีสิทธิ์ที่จะมีหวัง  แต่จะได้ดังหวังรึเปล่า มันก็อีกประเด็นนึง”


ตาราง: สำหรับเพื่อนๆ ไว้เปรียบเทียบ “ %การ Cut loss และ %ที่จะสามารถทำทุนคืน”ครับ  (Credit by:
http://www.facebook.com/#!/photo.php?fbid=261322773962412&set=a.260259287402094.59583.260215487406474&type=1&theater )



 
          อยากเล่นหุ้นต้องรู้จัก Cut loss ครับ...ถ้างั้นคราวนี้ผมจะนำกราฟมาให้ดูสัญญาณกันนะครับว่า “หลักการที่มีระบบ Cut loss “ กับ “หลักการไม่ขายไม่ขาดทุน”....ใครจะมีโอกาสอยู่รอดในตลาดหุ้นได้มากกว่ากัน


 ณ จุดที่ 1: ผมกับเพื่อนเข้าซื้อผิดจังหวะ เพราะคิดไปเองว่าราคาจะขึ้นไปต่อ (ซื้อโดยไม่ดูสัญญาณ) โดยเข้าซื้อไปคนละ 1000 หุ้น เป็นเงินลงทุนคนละ 20,800บ. (1,000หุ้น x 20.80บ.)

ณ จุดที่ 2: เวลาผ่านไปซักระยะ...เราทั้ง 2คน เริ่มรู้ว่าเรามากันผิดทาง...จากนั้นก็มีสัญญาณขายเกิดขึ้น คือ MACD ตัดเส้นศูนย์ลง...ผมยอม Cut loss ไปที่ราคา 18.80บ. ได้เงินคืนมา 18,800บ. (1,000หุ้น X 18.80บ.) ขาดทุนไป 2,000บ.(T^T)...แต่เพื่อนผมยึดคติว่า “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน” ซักวันหุ้นมันต้องขึ้น นี่มันเทพชัดๆ

ณ จุดที่ 3: มีสัญญาณซื้อเกิดขึ้นเมื่อ MACD ตัดขึ้นเส้น Signal...ผมนำเงิน 18,800บ. เข้าลงทุนอีกครั้งโดยเข้าซื้อหุ้นในราคา 17.40บ. ได้หุ้นมา 1,000หุ้น (เหลือเงินเศษอีก 1,400บ. เพราะการซื้อขายหุ้นขั้นต่ำสุด 100หุ้น จึงไม่สามารถซื้อ 1,080.46หุ้นได้) ส่วนเพื่อนผมเริ่มเห็นสัญญาณซื้อ เริ่มใจชื้นขึ้น “บอกแล้ว...หุ้นมีcycleของมัน มีขึ้นก็ต้องมีลง”

จุดที่ 4: เกิดสัญญาณขายเมื่อ MACD ตัดเส้น Signal ลง..เตือนว่าหุ้นเริ่มเปลี่ยนทิศเป็นขาลง...ผมตัดสินใจขายไปที่ราคา 20.20บ. ได้เงินมา 20,200บ.(1,000หุ้น x 20.20บ.) บวกเงินเศษที่เหลืออีก 1,400บ. = 21,600บ. สรุปผมสามารถพลิกกลับจากขาดทุน 2,000บ.(-9.62%) มาเป็นกำไรได้ 800บ.(+3.85%)

          ส่วนเพื่อนเทพของผม เจ้าของคติพจน์ “ไม่ขายไม่ขาดทุน” จนถึงวันที่ผมได้กำไรเขาก็ยังขายไม่ได้  เพราะ ณจุดที่ 4 ถ้าเขาขายหุ้นทั้งหมดไป จะได้เงินมา 20,200บ. ซึ่งยังขาดทุนอยู่ 600บ.(-2.89%)  ดังนั้น  “ไม่ขาย...ไม่ขาดทุน”จึงทำให้เขายังคงต้องกอดหุ้นของเขาต่อไป ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าจากกราฟราคาก็ยังคงวิ่งลงต่ำลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ......

          “นี่ล่ะครับ...นักเล่นหุ้นแนว Doy Trade นักเล่นหุ้นที่ได้ชื่อว่า ถูกสภาพแวดล้อมบีบบังคับให้เป็นคนที่ใจแข็งที่สุด  ei ei